Root Gucci   (25271 views)

 

What is Root Gucci doing now?

ขอบคุณทุกท่านที่ซื้อของที่ระลึกในงานวันรพี คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งครอบครัวและเพื่อนๆ นรุตม์ได้รวบรวมรายได้นำส่งให้แก่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ จำนวน 17,500 บาทเพื่อสมทบกองทุนนรุตม์ศึกษา
10 days ago  ·  Comment »

Age

20

Location

Bkk, Thailand

Birthday

May 16
 
Advertisement

Info

http://mashii-machugapii.hi5.com - Send it to your friends

Age

20

Birthday

May 16

Location

Bkk, Thailand

Languages

English, Japanese, Thai
 

About Me



ชื่อบัญชี กองทุน นรุตม์ ศึกษา

ธนาคาร ไทยพาณิชย์ บัญชี ออมทรัพย์

สาขาย่อย จัตุรัสจามจุรี

เลขที่บัญชี 401-288-732-9



----------------------------------------------



ณ ช่วงเวลาสุดท้ายของน้องรุตม์

วันที่ 19 พ.ย. น้องนอนไม่หลับตลอดคืนจนถึงช่วงเย็นของวันถัดไป ทำให้วันที่ 20 น้องมีอาการเหนื่อยมาก จนประมาณ 20.30 ของวันที่ 20 น้องได้นอนหลับไป จากนั้นเวลาประมาณ 22.00 พยาบาลได้มาปลุกน้องรุตม์เพื่อดูรายการเจาะใจ แต่ปรากฎว่าพยาบาลเรียกเท่าไรน้องก็ไม่ตื่น หมอและพยาบาลได้มาดูน้องแล้วได้ให้ยา และตรวจสอบสัญญาณชีพเป็นระยะ โดยมีพ่อแม่และเพื่อนๆที่รู้ข่าวได้มาอยู่ด้วยอย่างใกล้ชิด ซึ่งสัญญาณชีพของน้องค่อยๆลดลงเรื่อยๆชั่วโมงละนิดจนประมาณตีห้าของวันที่ 21 เริมเห็นว่าสัญญาณชีพของน้องไม่ค่อยดีนัก ทางคุณแม่เลยตัดสินใจโทรหาท่าน ว.วชิรเมธี เพื่อให้ท่านได้แสดงธรรมเทศนาให้น้องฟัง โดนท่านได้แสดงธรรมเทศนาผ่านมือถือเป็นเวลาประมาณ 1 ชม. และจากนั้นสัญญาณชีพของน้องก็ลดลงเรื่อยจนถึงเวลา 6.50 น้องก็ได้จากไปอย่างสงบ


----------------------------------------------


ข้อความจากใจ..จากรายการเจาะใจ

ถึงน้องๆทุกคนที่มอบกำลังใจให้น้องรุตม์ พี่เป็นทีมงานรายการเจาะใจนะครับ หลังจากออนแอร์ไป มีคนส่งกำลังใจให้น้องรุตม์จำนวนมาก ทั้งที่โทรมาสอบถามอาการน้องรุตม์ บางคนก็อยากจะไปเยี่ยม แต่พอทุกคนรู้ว่าน้องรุตม์เสียแล้วทุกคนก็ตกใจมาก ซึ่งเทปของน้องรุตม์ ทำให้เราได้เห็นกำลังใจที่เข้มแข็งของตัวน้องรุตม์เอง รวมถึงกำลังใจของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งเจาะใจพฤหัสบดีหน้า ช่วงส่งความสุขจะนำภาพวัดรดน้ำศพ ที่ รพ.ศิริราช ที่ พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ให้เกียรติกับครอบครัวของน้องรุตม์ มาร่วมไว้อาลัยกับน้องรุตม์ ที่ รพ.ศิริราชด้วย พร้อมกันนี้ ทาง พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี คณะนิติศาสตร์ จุฬา รวมถึง รายการเจาะใจ บริษัท เจ เอส แอล จำกัด ได้จัดตั้งกองทุน "นรุตม์ศึกษา" มีวัตถุประสงค์มอบเงินทุนการศึกษา ให้กับนิสิต นิติ จุฬาฯ ที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และ จัดปฏิบัติธรรม ให้กับนิสิต นิติ จุฬาฯ ด้วย นับว่าเป็นบุญของน้องรุตม์มากๆๆๆๆ น้องรุตม์ หลับให้สบายนะครับ ทุกคนรักนรุตม์นะ

Interests

Φ Drums - Snare
Φ Music
Φ Lawyer - Law - Law Firm
Φ Chulalongkorn University
Φ Funny Game Show

Favorite Music




Φ Love Songs
Φ Touch my body
Φ Go on girl
Φ Don't stop the music
Φ Bleeding love

 

Favorite Movies










ฝีมือการคิดจังหวะกลอง
และการตีกลองของ รุตม์



 

Favorite TV Shows

Φ X-MAN
Φ Love Letter
Φ Star Movie
Φ HBO
Φ [V]
Φ True Music
Φ เจาะใจ
 

Favorite Books

 

Favorite Quote



Postcard วันแม่..คำสัญญา..จากรุตม์ถึงแม่..ในปีแรกที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ



 

hi5 Games

Play hi5 Games

Root Gucci hasn't played any games recently.

 

Journal

View All 8 Entries    Add Comment

ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้
มาขอบคุณทุกๆ กำลังใจที่ส่งไปให้น้องนรุตม์อย่างล้นหลาม


เมื่อวานเป็นวันที่ 23 ของการจากไปของน้องนรุตม์
ซึ่งตรงกับวันพระพอดี
พ่อนรุตม์โทรมาเล่าให้ฟังว่าที่บ้านจะทำอาหารอร่อยๆ ที่นรุตม์ชอบ
เพื่อทำบุญให้นรุตม์ทุกวันพระและกรวดน้ำไปให้ทุกวัน


และเมื่อวานนี้เอง..
เป็นครั้งแรกที่พ่อกับแม่ได้นั่งดูรายการเจาะใจ
ที่เสนอเรื่องราวของนรุตม์ทั้ง 2 ตอนอย่างจริงๆ จังๆ จนจบ
และได้ร้องไห้หมดหัวใจ อย่างที่อยากจะร้องมาตลอด...........


แทบไม่น่าเชื่อว่าครอบครัวของนรุตม์ได้รับกำลังใจจากผู้คน
ที่เขียนลงในเว็บบอร์ดต่างๆ ทั้งจากพันทิป กระปุก สนุก ฯลฯ
และใน HI-5 ของนรุตม์ มากมายเหลือเกิน.......
เป็นพัน เป็นหมื่นกำลังใจ  ซึ่งหากนรุตม์รู้ คงจะดีใจ


เหมือนกับในคืนที่พระจันทร์ยิ้ม
ใครต่อใคร ต่างก็บอกพ่อแม่ของนรุตม์ว่า
นรุตม์กำลังส่งยิ้มลงมาให้พ่อแม่จากบนสวรรค์.........


----------------------------------------------------------------------

อ่านเรื่องราวของ "นรุตม์" ได้ที่นี่

คำขอบคุณจากครอบครัวของนรุตม์
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7318979/A7318979.html


เคน ธีรเดช และรายการเจาะใจ กับกำลังใจของ "นรุตม์"
http://msmonthong.multiply.com/photos/album/54/54


ตราบที่ยังมีลมหายใจ...ชีวิตต้องมีความหวัง
http://msmonthong.multiply.com/photos/album/50


มะเร็งกระดูก โรคร้ายในเด็กผู้ชาย อายุ 10-20 ปี
http://msmonthong.multiply.com/photos/album/49


ความฝัน ของ "นรุตม์"
http://msmonthong.multiply.com/photos/album/47


โลกใสๆ ของ "นรุตม์"
http://msmonthong.multiply.com/photos/album/46/46


Link ทั้งหมดที่เกี่ยวกับรุตม์
http://forum.sanook.com/forum/?topic=2578123

http://hilight.kapook.com/view/31025

http://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L7220955/L7220955.html

http://www.showded.com/myprofile/news_post_nc.php?newId=67783

http://variety.hunsa.com/detail.php?id=1984

http://www.pantip.com/cafe/siam/topic/F7218468/F7218468.html

http://www.compgamer.com/readnews.php?id=7100

http://www.fwdder.com/topic/83688

http://angelus.exteen.com/20081118/entry

http://nonglek.diaryclub.com/20081118/0/0/%E3%CB%E9%A1%D3%C5%D1%A7%E3%A8%A1%D1%BA_%B9%C3%D8%B5%C1%EC.html

http://msmonthong.multiply.com

http://www.zickr.com/tv/19/stared

http://gotoknow.org/blog/kittisak-nopmanee/223884

http://www.wanjai.com/news/news_detail.php?id=498

http://www.dektriam.net/TopicRead.aspx?topicID=10759

Applications

Browse Applications

SuperFive!
Tired of the same old fives? Add SuperFive to do stuff to your friends: hug, slap, tickle and more!

 

Widgets

 


 

hi5 Gifts

Give a Gift    Get hi5 Coins

 
 

Comments | View All Entries

Leave a comment for Root Gucci

Nov 7 4:40 PM
 
ยิ่งนานยิ่งคิดถึง..
 
Nov 7 4:05 AM
 
พักจิต บำรุงใจ (3)

โดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล



5.กินอาหาร

เช่นเดียวกับการหายใจ การกินเป็นประโยชน์ทั้งต่อร่างกายและจิตใจ
ประโยชน์นั้นไม่ได้อยู่ที่ว่าเรากินอะไร หรือเท่าไร
หากยังขึ้นอยู่กับว่าเรากินอย่างไรด้วย

การกินที่ถูกต้องนอกจากจะเป็นการบำรุงร่างกายแล้ว
ยังสามารถบำรุงใจได้ด้วย
การกินที่ถูกต้อง นอกจากจะหมายถึงการกินอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ในปริมาณที่เหมาะสมแล้ว ยังรวมถึงการกินอย่างมีสติ
กล่าวคือรู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น
ไม่ปล่อยใจลอยไปกับความคิดต่าง ๆ จนลืมไปว่ากินอะไรไปแล้วบ้าง
หรือกำลังกินอะไรอยู่ ขณะที่กิน ใจก็อยู่กับกินหรือการเคี้ยวอาหาร
แต่ไม่ถึงกับเพ่งหรือจดจ่อกับการเคี้ยว จนไม่รู้ว่ากำลังตักอะไรเข้าปาก
ขณะเดียวกันก็ไม่หงุดหงิดกับใจที่ชอบออกนอกตัว
เพราะเป็นธรรมดาของใจที่ชอบฟุ้งโดยเฉพาะในยามนี้

ใช่แต่ความคิดเท่านั้นที่ทำให้เราขาดสติ
อารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ก็ทำให้เราเผลอบ่อย ๆ
โดยเฉพาะความเพลิดเพลินในรสชาติของอาหาร
หลายคนกินเอา ๆ โดยไม่ทันเคี้ยวให้ละเอียด
ก็เพราะลืมตัวไปกับความเอร็ดอร่อยของอาหารนั่นเอง
การกินอาหารอย่างมีสติ ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธรสชาติของอาหาร
แต่หมายความว่าเมื่ออาหารอร่อย ก็รู้ว่าอร่อย
แต่ไม่เพลิดเพลินดื่มด่ำกับมันจนลืมตัว ยังคงกินด้วยความรู้ตัว
เรียกว่า กินอย่างเป็นนายของอาหาร มิใช่เป็นทาสของอาหาร

ในทางตรงข้าม หากอาหารไม่อร่อย ไม่น่าดู ก็หาได้รังเกียจไม่
แม้จะมีความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้น ก็รู้ว่ามีอยู่
แต่ไม่ปล่อยให้มันครอบงำใจ จนกินด้วยความทุกข์

หากจำเป็นจะต้องคุยกับใคร ก็คุยอย่างมีสติ
ไม่เพลินหรือเครียดกับการคุย จนไม่รู้ว่ากำลังกินอะไรหรือตักอะไรใส่ปาก
แต่ถ้าไม่มีใครมาคุยด้วย
ก็ไม่ควรหาอะไรอย่างอื่นมาทำขณะที่กำลังกินอาหาร
เช่น อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ หรือคุยโทรศัพท์
การทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน
แม้มุ่งหวังจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่
แต่อาจลงเอยด้วยการทำอะไรไม่ได้ดีสักอย่างเดียว
ได้แต่ปริมาณ แต่ขาดคุณภาพ
ที่สำคัญก็คือบั่นทอนจิตใจ ทำให้เป็นคนมีสมาธิหรือสติได้ยาก

การกินอย่างมีสติ จะช่วยให้เรากินอาหารในปริมาณที่เหมาะสม
ไม่กินมากเกินไปเพราะหลงในรสชาติ จนเกิดอันตรายแก่ร่างกาย
ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เราเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์
ไม่กินตามใจปากทั้ง ๆ ที่เป็นโทษ
สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้เรากินอย่างมีสติได้
ก็คือ การตระหนักถึงจุดมุ่งหมายที่ถูกต้องของการกินอาหาร
กล่าวคือ กินเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพดี
สามารถทำประโยชน์ให้แก่ตนเองและผู้อื่นได้
เป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้งอกงามสูงส่งขึ้น
ซึ่งตรงข้ามกับการกินเพื่อรสชาติหรือเสริมทรง
เพื่อหน้าตาหรืออวดมั่งอวดมี
การกินในลักษณะหลังนอกจากจะเป็นโทษแก่ร่างกาย
สิ้นเปลืองเงินทองแล้ว ยังเป็นการบ่มเพาะกิเลสหรือความหลงให้แก่จิตใจ
ซึ่งชักนำความทุกข์มาให้ในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ก่อนกินอาหาร เราจึงควรเตือนใจอยู่เสมอว่า
กินเพื่ออะไร หรือกินอย่างไรจึงจะทำให้ชีวิตเจริญงอกงาม
ขณะเดียวกันก็พึงระลึกถึงบุญคุณของผู้ที่ทำให้เรามีอาหารกินในวันนี้
รวมถึงสรรพชีวิตที่กลายมาเป็นอาหารของเรา
การใช้ชีวิตไปในทางที่เป็นกุศล หมั่นทำความดีอยู่เสมอ
เป็นวิธีหนึ่งที่จะตอบแทนบุญคุณของเขาเหล่านั้นได้

6.เดินทาง

การเดินทางไปทำงานนับวันจะสร้างความทุกข์มากขึ้นให้แก่ผู้คน
เพราะจราจรที่แน่นขนัดและระยะทางที่ไกลขึ้น ทำให้ต้องใช้เวลานานขึ้น
แต่จะไม่ดีกว่าหรือหากเราเปลี่ยน “ปัญหา” ให้เป็น “โอกาส”

แทนที่จะปล่อยใจให้ทุกข์หรือเครียดระหว่างเดินทาง
หากคุณเป็นผู้โดยสาร ควรใช้โอกาสนี้พาใจมาพักอยู่กับลมหายใจ
หลับตา ยิ้มน้อย ๆ แล้วมารับรู้ถึงสัมผัสของลมหายใจที่ปลายจมูก
หรือจะตามลมหายใจเข้าจนสุดและตามลมหายใจออกจนถึงปลายจมูกก็ได้
ทำไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ ใจจะฟุ้งไปบ้างก็ไม่เป็นไร
รู้ตัวว่าเผลอเมื่อไร ก็พาใจกลับมาอยู่ที่ลมหายใจ

อีกวิธีหนึ่งก็คือให้มีสติอยู่กับการคลึงนิ้ว
ไม่ต้องถึงกับปักใจจดจ่ออยู่กับนิ้วทั้งสอง
แค่รู้สึกเบา ๆ ถึงสัมผัสของนิ้วทั้งสองก็พอ
วิธีนี้ไม่ต้องหลับตาก็ได้ จะมองออกไปนอกหน้าต่างบ้าง ก็ไม่เป็นไร
ในยามที่ใจฟุ้งออกไปยังอดีตหรืออนาคต
สัมผัสเบา ๆ ของนิ้วที่คลึงนั้นจะช่วยเตือนใจให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน
นอกจากจะได้พักใจแล้ว ยังเป็นการฝึกสติให้ระลึกรู้และรู้สึกตัวได้ไวขึ้น

ทั้งสองวิธีนี้เหมาะสำหรับการเดินทางทั้งระยะสั้นและระยะไกล
แต่สำหรับผู้ที่ขับขี่ยวดยาน การมีสติในการขับรถเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ซึ่งรวมถึงการรู้ทันอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นขณะขับรถ
โดยเฉพาะความเครียดและความหงุดหงิด
เวลาติดไฟแดง ไม่ควรปล่อยใจให้หงุดหงิดเพิ่มขึ้น
ควรหาประโยชน์จากสัญญาณไฟแดง
โดยถือว่านี้เป็นสัญญาณเตือนใจให้หยุดฟุ้งซ่าน
และปล่อยวางความหงุดหงิดเสียที
พร้อมกันนั้นก็พาใจกลับมาอยู่กับลมหายใจ
หากทำเช่นนี้ได้ สัญญาณไฟแดงจะนานเท่าไรก็ไม่เป็นทุกข์



น้องรุตม์ ...ยังคิดถึงอยู่นะ..
 
 
Nov 5 6:12 AM
 
นรุตม์ครับ..
 
Nov 5 5:46 AM
 
พักจิต บำรุงใจ (1)
โดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล



3.เดินด้วยใจ

เวลาเดินไปไหนมาไหนคนส่วนใหญ่มักคิดแต่เพียงเดินให้ถึงจุดหมาย
แต่การเดินมีประโยชน์มากกว่านั้น
หลายคนรู้ดีว่าการเดินช่วยให้ร่างกายแข็งแรง
แต่น้อยคนที่จะตระหนักว่าการเดินนั้นมีผลดีต่อจิตใจด้วย
ไม่ใช่แค่ฝึกความอดทนเท่านั้น
หากยังช่วยให้ใจสงบ ผ่อนคลาย และตื่นรู้อยู่เสมอ
การเดินโดยมุ่งเพียงแค่ไปไห้ถึง
ทำให้เราเป็นทุกข์ได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อจุดหมายปลายทางยังอยู่อีกไกล
ยิ่งคิดว่าเมื่อไรจะถึง ๆ ก็ยิ่งเครียดและหงุดหงิด
ทั้ง ๆที่กายยังไหว แต่ใจกลับเพลียเสียแล้ว
อันที่จริงเราไม่จำเป็นต้องทุกข์ขนาดนั้นเลยก็ได้
หากวางใจให้เป็น เช่น น้อมจิตมาอยู่กับทุกย่างก้าว
ให้มีความรู้สึกตัวกับการเดินแต่ละก้าว
บางครั้งใจเผลอไปที่อื่น ระลึกได้เมื่อไร ก็พาใจกลับมาอยู่กับการเดิน
ให้กายกับใจร่วมเดินไปด้วยกัน
อย่าปล่อยให้กายอยู่ตรงนี้ แต่ใจไปรออยู่ข้างหน้าแล้ว
ใจที่เฝ้าแต่จะถึงจุดหมายไว ๆ มีแต่จะนำความทุกข์มาให้โดยไม่จำเป็น

เมื่อ ใจอยู่กับกายทุกย่างก้าวอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ตัวจะยังไม่ถึงจุดหมาย
แต่ใจกลับ “ถึง”ทุกขณะ นั่นคือเข้าถึงความสงบเย็นและผ่อนคลาย
เพราะเมื่อจิตไม่วอกแวก หรือชะเง้อมองจุดหมาย
ก็ย่อมไม่ถูกเผาลนด้วยความอยากจะไปให้ถึงไว ๆ
ขณะเดียวกันการหมั่นรู้ทันความนึกคิดปรุงแต่ง
(รวมทั้งความอยากจะถึงที่หมายไว ๆ)
ก็ช่วยฝึกสติหรือความระลึกได้ให้ทำงานได้รวดเร็วฉับไว
ทำให้จิตมีความรู้สึกตัวอย่างต่อเนื่อง

ทุกวันนี้เราเดินด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อมน้อยมาก
เพราะใจลอยเกือบตลอดเวลา หากไม่พะวงถึงจุดหมายปลายทาง
ก็มักนึกถึงเรื่องต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งวางแผนร้อยแปด
บางครั้งอากัปกิริยาจึงไม่ต่างจากคนเดินละเมอ
ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีสติอยู่กับการเดิน
คือใจรับรู้ความเคลื่อนไหวทุกย่างก้าว
เมื่อใดที่จิตเผลอออกไปนอกตัว พลัดไปอยู่กับเรื่องราวในอดีตหรืออนาคต
รู้ตัวเมื่อไร ก็พาจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันคือการเดิน
โดยไม่จำเป็นต้องเพ่งที่เท้า หรือบังคับจิตให้อยู่กับเท้า
ทำเช่นนี้บ่อย ๆ ความรู้สึกตัวจะเพิ่มขึ้น สติจะปราดเปรียวขึ้น
ทำให้เราไม่เผลอง่าย จะคิดหรือทำอะไร
ก็ทำด้วยใจที่เต็มร้อยและมีสมาธิมั่นคง

ไม่ว่าจะเดินไปปากซอย ขึ้นบันได หรือไปทำงาน
เป็นโอกาสดีสำหรับการบ่มเพาะสติ สร้างความรู้สึกตัว
อันเป็นประตูสู่สมาธิและความสุข ซึ่งเราสามารถเข้าถึงได้แม้ในชีวิตประจำวัน

4.อาบน้ำ

การอาบน้ำนอกจากจะช่วยชำระกายให้สะอาดแล้ว
ยังสามารถชำระใจให้แจ่มใสได้ด้วย
หากเรามีสติอยู่กับการอาบน้ำ กล่าวคือไม่ปล่อยใจลอย
หรือหาเรื่องต่าง ๆ มาคิดครุ่นขณะอาบน้ำ
จิตรับรู้อยู่กับการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกาย
ไม่ว่าถูสบู่ ขัดคราบไคล หรือเช็ดตัว ก็รับรู้อย่างต่อเนื่อง
หากจะเผลอคิดไป ก็รู้เท่าทันความคิด และปล่อยวางได้

สำหรับคนส่วนใหญ่ การอาบน้ำเป็นช่วงที่ร่างกายและจิตใจกำลังผ่อนคลาย
จึงมักปล่อยใจลอย จะไปไหนก็สุดแท้แต่ใจอยากจะไป
แต่บ่อยครั้งใจกลับไปจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ในอดีต
หรือความกังวลกับอนาคต หาไม่ก็คิดถึงการงานอันชวนให้เครียด
ทำให้ไม่มีโอกาสได้ผ่อนคลายในช่วงเวลาที่น่าจะสบาย
ใช่แต่เวลาอาบน้ำเท่านั้น
ใจที่ชอบฟุ้งซ่านยังหาเรื่องเครียดมาใส่ตัวตลอดทั้งวัน
จนกินไม่ได้นอนไม่หลับก็มี แม้แต่เที่ยวก็ยังเที่ยวไม่สนุก
เพราะหาเรื่องต่าง ๆ มาครุ่นคิด

เป็นธรรมดาของใจที่ชอบฟุ้งซ่าน
แต่ปัญหาจะไม่เกิดหากใจมีสติรู้เท่าทันความฟุ้งซ่าน
สติยิ่งไวเท่าไร ใจก็ยิ่งฟุ้งซ่านน้อยลง และอยู่เป็นที่เป็นทางมากขึ้น
แต่สติจะว่องไวได้ก็เพราะผ่านการฝึก
เราสามารถฝึกใจให้มีสติว่องไวได้ในทุกโอกาส
ไม่จำต้องรอเข้าคอร์สกรรมฐาน
ไม่ว่าจะทำอะไรในชีวิตประจำวันก็เป็นโอกาสฝึกสติได้ทั้งสิ้น

หลายคนบ่นว่าไม่มีเวลาทำสมาธิ เข้ากรรมฐาน
แต่ลืมไปว่าช่วงเวลาที่อยู่ในห้องน้ำ เป็นโอกาสดีสำหรับการฝึกสติ
วันหนึ่ง ๆ เราใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำไม่น้อยกว่า ๑ ชั่วโมง
นอกจากการอาบน้ำแล้ว ยังต้องถูฟันและขับถ่าย
หากทำกิจวัตรเหล่านี้อย่างมีสติ
(ช่วงขับถ่ายอาจใช้วิธีน้อมจิตอยู่กับลมหายใจ)
ทั้งนี้โดยถือหลักง่าย ๆ ว่ากายอยู่ไหน ใจอยู่นั่น
ปีหนึ่ง ๆ ก็เท่ากับว่าได้ปฏิบัติธรรมถึง ๑๕ วันเต็ม (๓๖๕ ชั่วโมง)
โดยยังไม่ได้เข้าคอร์สกรรมฐานด้วยซ้ำ



ยังคิดถึงอยู่เสมอ..น้องรุตม์
 
Nov 3 4:33 AM
 
พักจิต บำรุงใจ (1)
โดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล


1. สงบด้วยลมหายใจ

ลมหายใจไม่เพียงช่วยให้เรามีชีวิตอยู่ได้เท่านั้น หากยังสามารถพาเราเข้าถึงความสงบได้ด้วย ทุกครั้งที่เราหายใจเข้า มิใช่ออกซิเจนเท่านั้นที่ถูกลำเลียงไปเลี้ยงร่างกาย หากเราวางใจเป็น ลมหายใจเข้ายังนำความสงบเย็นไปบำรุงจิตใจเราด้วย ขณะเดียวกันลมหายใจออกสามารถระบายความหม่นหมองขึ้งเครียดออกไปจากใจของเราได้อีกต่างหาก แต่ความจริงดังกล่าวมักถูกมองข้ามไปคนส่วนใหญ่จึงหายใจแบบทิ้งๆ ขว้างๆ อย่างน่าเสียดาย

ความสงบสามารถบังเกิดกับเราได้ไม่ยาก เพียงแค่น้อมจิตมาอยู่กับลมหายใจทั้งเข้าและออกอย่างต่อเนื่อง จะปิดตาด้วยก็ได้ พร้อมกับผ่อนคลายร่างกายทุกส่วนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ท่าที่ดีคือท่านั่งขัดสมาธิ แต่หากร่างกายไม่อำนวยก็ขอให้นั่งในท่าที่สะดวกที่สุด หรือนั่งเก้าอี้ โดยไม่เอนกายพิงกับพนักหรือเสา หาไม่จะง่วงหลับได้ง่าย

ทำใจให้สบาย ยิ้มน้อยๆ ขณะเดียวกันก็วางความคิดต่างๆเอาไว้ชั่วคราว ไม่ว่าเรื่องที่ผ่านไปแล้วหรือที่ยังมาไม่ถึง อย่าเพิ่งเอามาเป็นกังวลขอให้ถือว่าลมหายใจเข้าและออกเป็นสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุดสำหรับเราในขณะนี้ แต่ก็อย่าเผลอไปบังคับลมหายใจ ให้หายใจอย่างสบายๆ เป็นธรรมชาติ อย่าไปคาดหวังอะไรกับลมหายใจทั้งสิ้น

มีหลายวิธีในการน้อมจิตมาอยู่กับลมหายใจ เช่น ตามลมหายใจเข้าตั้งแต่ปลายจมูกไปจนสุดที่อกหรือช่องท้อง แล้วตามลมหายใจออกจนไปสุดที่ปลายจมูก โดยมีการนับทุกครั้งที่หายใจออก ตั้งแต่ 1 ไปถึง 10 แล้วเริ่มต้นใหม่ หากเผลอไป จำไม่ได้ว่านับถึงไหน ก็เริ่มต้นนับ 1 ใหม่ แต่บางคนก็นิยมใช้คำบริกรรมควบคู่ไปด้วย เช่น หายใจเข้าก็นึกถึง “พุท” หายใจออกก็นึกถึง “โธ”

อีกวิธีหนึ่งก็คือ เพียงแต่รับรู้ถึงลมสัมผัสที่ปลายจมูกทั้งเข้าและออก โดยไม่มีการนับหรือบริกรรมใดๆ วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์มาพอสมควรแล้ว แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม สิ่งสำคัญอยู่ที่การวางใจให้เป็นกล่าวคือ ไม่บังคับจิตจนเกินไป ควรมีความนุ่มนวลอ่อนโยนกับจิต ไม่พยายามกดหรือห้ามความคิด เมื่อเผลอคิดไป ไม่ว่าไปไกลแค่ไหน ทันทีที่รู้ตัวก็ให้พาจิตกลับมาที่ลมหายใจ โดยไม่ต้องไปสนใจกับความคิดดังกล่าว รวมทั้งไม่ไปพยายามหยุดมันด้วย ทันทีที่จิตกลับมาอยู่กับลมหายใจ ความคิดเหล่านั้นก็จะสลายไปเอง

ใหม่ๆ อาจมีความคิดฟุ้งซ่านมากมาย ก็ขอให้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปหงุดหงิดกับใจของตัว แต่ถ้าหงุดหงิดก็ให้รู้ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นกับใจก็รู้อยู่เสมอ ไม่ว่าบวกหรือลบ ผ่อนคลายหรือตึงเครียด ข้อสำคัญคืออย่าให้ความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้ดึงจิตออกไปจากลมหายใจ หากใจอยู่เคียงคู่กับลมหายใจกันอย่างต่อเนื่อง ย่อมเกิดความสงบในที่สุด

หากคุ้นเคยกับลมหายใจจนเป็นนิสัย ลมหายใจจะเป็นที่พักพิงอย่างดีของจิตในยามที่ถูกพายุอารมณ์เล่นงาน เช่น ขณะที่กำลังโกรธ หงุดหงิด เหนื่อยหน่าย ท้อแท้ เศร้าโศก ให้กลับมาที่ลมหายใจทันที ช่วงแรกอาจหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ สัก 5-10 ครั้ง เมื่อตั้งหลักได้ ก็เพียงแต่รับรู้เบาๆ ถึงการเคลื่อนหรือสัมผัสของลมหายใจ จะทำนานเท่าใดก็ได้สุดแท้แต่ใจต้องการ ไม่ว่าอยู่บ้านหรือในที่ทำงาน หากมีเวลาว่าง แทนที่จะปล่อยใจลอยหรือหายใจรดทิ้งไปเปล่าๆ ไม่ดีกว่าหรือหากจะหันมาใส่ใจกับลมหายใจของเราดูบ้าง ยิ่งถ้ากำลังนั่งรถหรือคอยใครอยู่ แทนที่จะปล่อยเวลาทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ การฝึกใจให้รู้ตัวกับลมหายใจคือการใช้เวลาว่างที่คุ้มค่าที่สุด แต่ถ้าวุ่นจนลืมทำ ก่อนนอนและตอนตื่นนอนก็ควรหาเวลาทำ 5-10 นาทีก็ยังดี

2. เดินจงกรม

เดินจงกรมเป็นวิธีพักใจอีกอย่างหนึ่ง แต่แทนที่จะน้อมจิตมาอยู่กับลมหายใจเข้าและออกก็ให้มาอยู่กับการย่างเท้าทั้งสอง โดยเดินกลับไปกลับมาอย่างช้าๆ ระยะทางประมาณ 3-5 เมตร ทอดสายตาไปที่พื้นประมาณ 1.5 เมตรจากตัวระหว่างที่เดินก็ให้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของเท้า โดยไม่ถึงกับเพ่งหรือจดจ่อที่เท้า เมื่อใจเผลอไปคิดถึงเรื่องใดก็ตาม ทันทีที่รู้ตัวก็ให้พาจิตกลับมาอยู่ที่การเดิน ทั้งนี้ ไม่ต้องไปสนใจว่าเมื่อกี้คิดอะไร ทำไมถึงคิด ให้ปล่อยวางความคิดโดยไม่ต้องอาลัย

ขอให้สังเกตว่า เมื่อใดที่จิตเผลอคิดออกไปนอกตัว จิตจะไม่รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายหรือเท้าที่ก้าวเดิน จนบางครั้งลืมไปด้วยซ้ำว่ากำลังเดินอยู่ แต่เมื่อรู้ตัวว่าเผลอ แล้วกลับมาอยู่กับการเดิน ความรู้สึกตัวจะกลับมาแจ่มชัด และรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายรวมๆ อีกครั้งหนึ่ง ความรู้ตัวและความรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายจึงสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

ใหม่ๆ อาจจะยังวางจิตไว้ไม่ถูก คือแทนที่จะรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของเท้า ก็ไปเพ่งหรือจดจ่อที่เท้า แม้จะทำให้จิตฟุ้งน้อยลง แต่ก็อาจทำให้เครียดได้ง่าย เมื่อใดที่รู้สึกเครียด ก็ให้ผ่อนจิตลงมา เพียงแค่ให้รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของเท้าก็พอ วิธีนี้แม้จิตจะเผลอออกไปนอกตัวบ่อยกว่า แต่การรู้ตัวว่าเผลอครั้งแล้วครั้งเล่า จะทำให้สติปราดเปรียวว่องไวขึ้น ช่วยให้เผลอน้อยลง และมีความรู้สึกตัวต่อเนื่องขึ้น ยิ่งมีความรู้สึกตัวต่อเนื่องมากเท่าไร จิตก็จะยิ่งโปร่งเบาและแจ่มใสมากเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การเดินจงกรมนั้นมีหลายแบบ นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ก็ยังมีการกำหนดจิตไปที่การเคลื่อนของเท้าอย่างละเอียดถี่ยิบ ตั้งแต่ยกเท้า ย่างเท้า แล้วเหยียบพื้น เป็นต้น ผู้สนใจควรศึกษาเพิ่มเติมจากผู้รู้



วิธีพักจิตบำรุงใจ ยังมี อีก 8 ข้อนะจ๊ะ..น้องรุตม์



ยังคิดถึงเสมอจ๊ะ....
 
Nov 2 5:37 AM
 
นรุตม์ ลอยกระทงกันเนอะ
 
 
Nov 2 1:39 AM
 
ลอยกระทง อีกแล้วว วันนี้ไปลอยกระทงกันเน้อะๆๆคิดถึง
 
Nov 1 6:43 AM
 
สุขได้แม้ภัยมา (2)

โดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล


ความสุขของคนเรานั้น ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับเรามากน้อยเพียงใด แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเกี่ยวข้องกับมันอย่างไร แม้เจ็บป่วยหรือทุพพลภาพ ก็ยังมีความสุขได้ หากรู้จักวางใจให้เป็น มีผู้ป่วยมะเร็งหลายคนที่มีความสุขมากกว่าคนปกติ หลายคนยอมรับว่าตนเองมีความสุขมากกว่าตอนที่ยังไม่เป็นมะเร็งเสียอีก ทั้งนี้ก็เพราะมะเร็งทำให้เขาหันเข้าหาธรรมะ และค้นพบความสุขที่แท้ซึ่งมีอยู่แล้วในจิตใจของตน ชีวิตที่เคยว้าวุ่นผันผวนและล่องลอยไปตามกระแสโลก กลับกลายเป็นชีวิตที่สงบเย็นมั่นคงและมีจุดหมายในการดำรงอยู่

ก้อนมะเร็งนั้นอันตรายยิ่งกว่าเม็ดสิวบนใบหน้า ใครๆ ก็รู้ แต่เหตุใดมะเร็งถึงทำให้บางคนพบกับความสุขที่ลึกซึ้ง ขณะที่สิวเพียงไม่กี่เม็ดบนใบหน้าสามารถทำให้เด็กสาวบางคนถึงกับฆ่าตัวตายได้ คำตอบนั้นไม่ได้อยู่ที่อิทธิฤทธิ์ของก้อนมะเร็งหรือเม็ดสิว แต่อยู่ที่ท่าทีของเจ้าตัวต่อสิ่งนั้นต่างหาก สิวเพียงไม่กี่เม็ด หากมัวแต่หมกมุ่นครุ่นคิดถึงมัน ด้วยความรู้สึกรังเกียจและอับอาย มันก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ จนสามารถผลักไสให้เราทำร้ายตัวเองได้เพียงเพื่อจะหนีมันไปให้พ้นๆ เท่านั้น

มะเร็งนั้นทำร้ายเราได้แค่ร่างกาย แต่ไม่สามารถทำร้ายจิตใจเราได้ เว้นเสียแต่ใจเราจะเผลอไปทำร้ายตัวเอง การยอมรับความจริง ไม่คิดผลักไสหรือปฏิเสธ ขณะเดียวกันก็ไม่ไปกังวลหรอกหมกมุ่นกับอนาคต ช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบันได้อย่างไม่ทุกข์ และถ้ารู้จักมองในแง่บวก ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าตัวเอง "โชคดี" บางคนเมื่อได้รับแจ้งจากหมอว่ามีมะเร็งอยู่ที่เต้านม ก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าตัวเองโชคดีที่มารู้ความจริงขณะที่มันยังอยู่ในระยะต้น บางคนพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งสมอง แต่ก็ไม่ทุกข์ เพราะรู้สึกว่าโชคดีที่ไม่ได้เป็นมะเร็งปากมดลูก ไม่เช่นนั้นคงจะเจ็บกว่านี้มาก

มะเร็งฉันใด ความพิการก็ฉันนั้น ในขณะที่หลายคนพูดว่า "โชคดีที่เป็นมะเร็ง" บางคนก็พูดว่า "ขอบคุณที่พิการ" เพราะหากไม่พิการ ก็คงไม่มาสนใจธรรมะ จนมีจิตที่โปร่งเบาและสงบเย็นอย่างที่คนธรรมดายังอิจฉา ในทางตรงกันข้าม คนที่มีอาการครบ ๓๒ จำนวนมากมาย กลับมีความทุกข์เพียงเพราะว่าผมแตกปลาย รักแร้คล้ำ น้ำหนักมาก หรือหน้าอกเล็ก บางคนพิการตั้งแต่คอลงมา แต่มีความสุขที่สามารถสร้างสรรค์ภาพวาด โดยใช้ปากคาบพู่กัน จนกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อ ขณะที่หลายคนซึ่งมีร่างกายปกติทุกอย่างแต่ทุกข์เพราะไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง หรือใช้ชีวิตอย่างเสเพลจนตัวเองเดือดร้อน

การมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับชีวิต ไม่ว่า ทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียงเกียรติยศ หรือสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ได้เป็นหลักประกันของความสุข สิ่งสำคัญนั้นอยู่ที่ใจของเราต่างหาก ถึงแม้จะมีสิ่งร้ายๆ เกิดขึ้นในชีวิต แต่หากเกี่ยวข้องกับมันอย่างถูกต้อง (เช่น ยอมรับว่ามันเป็นธรรมดาของชีวิต หรือเป็นสิ่งที่ไม่อาจหนีพ้น) และรู้จักใช้ประโยชน์จากมัน หรือรู้จักมองให้เป็น ก็สุขได้ไม่ยาก สำหรับบางคน การตกงานจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องมามัวเศร้าโศกเสียใจ เพราะอย่างน้อยก็ทำให้มีเวลากลับไปอยู่กับพ่อแม่และช่วยงานท่านที่บ้าน บางคนได้มีโอกาสพบงานใหม่ที่ดีกว่าก็เพราะถูกไล่ออกจากงาน สตีฟ จ๊อบส์ ถึงกับพูดว่า การที่ตนเองถูกไล่ออกจากบริษัท แอ๊ปเปิ้ลที่ตนสร้างมากับมือ นั้น "เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับผม" เพราะทำให้เขาไปบุกเบิกเทคโนโลยีแอนิเมชั่นที่บริษัทพิกซาร์ จนมีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากผลงานอย่างเช่น Toy Story ก่อนที่ตัวเขาจะดังสุด ๆ จากเครื่อง iPod

การที่สิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้นกับเรานั้น ต้องอาศัยเหตุปัจจัยต่าง ๆ มากมาย ที่เราควบคุมไม่ได้ จนบางคนยกให้เป็นเรื่องของ "โชค" ไป หลายคนจึงเอาแต่พึ่งโชค หาไม่ก็หวังอำนาจดลบันดาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไป โดยหาได้ตระหนักไม่ว่า ถึงแม้จะมีสิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้นกับเรา แต่อาจลงเอยด้วย ความทุกข์หรือความตกต่ำลำเค็ญก็ได้ อย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช่เป็นเรื่องของ "เคราะห์" แต่เป็นเรื่องของ "กรรม" กล่าวคือเกิดจากการกระทำของเราเองที่ไปเกี่ยวข้องกับมันอย่างไม่ถูกต้อง หรือวางใจไว้ไม่เป็นต่างหาก หากวางใจไว้เป็นแล้ว แม้แต่คำตำหนิก็กลายเป็นของดี ที่ช่วยให้เราฉลาดขึ้น (ถ้าไม่ฉลาดเพราะเห็นตัวเองชัดเจนขึ้น ก็ฉลาดเพราะเห็นนิสัยคนตำหนิได้กระจ่างขึ้น) ด้วยท่าทีเช่นนี้ เล็ก วิริยะพันธุ์ ผู้ก่อตั้งเมืองโบราณ จึงกล่าวว่า "วันไหนไม่ถูกตำหนิ วันนั้นเป็นอัปมงคล"

เจออะไร จึงไม่สำคัญเท่ากับเจอ อย่างไร ในทำนองเดียวกัน เป็นอะไร ก็ไม่สำคัญเท่ากับเป็น อย่างไร ถึงจะเป็นคนสวนหรือเสมียน ก็อาจมีความสุขกว่าเป็นผู้จัดการ หากทำงานด้วยใจรักหรือมีฉันทะและเห็นคุณค่าของงานนั้น ไม่ใช่ทำด้วยตัณหาหรือมีกิเลสเป็นตัวผลักดัน ครูที่สอนด้วยความรักศิษย์นั้น สามารถสร้างสุขและก่อประโยชน์แก่ประเทศชาติได้มากกว่านายกรัฐมนตรีที่หวงอำนาจ ดังนั้นแทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาคอยว่าจะได้เป็นอะไรที่เด่นดังสูงส่งเสียที มาให้ความสำคัญกับการเป็นสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ให้ดีที่สุดจะไม่ดีกว่าหรือ

สุขหรือทุกข์นั้น ถึงที่สุดแล้วก็อยู่ที่ใจของเราเป็นประการสำคัญ
อย่างอื่นนั้นมีความสำคัญรองลงมา
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปัจจัยภายในสำคัญกว่าปัจจัยภายนอก
ดังนั้นแทนที่จะหวังให้มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับเรา
มาฝึกใจกันให้ฉลาดในการเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ ดีกว่า
เช่น พอใจในสิ่งที่มี รู้เท่าทันและยอมรับในความไม่เที่ยงของมัน
ไม่หลงใหลเพลิดเพลินจนลืมตัว รู้จักใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
และมองเห็น "โชค"จาก "เคราะห์"
พอๆ กับที่รู้ทันว่ามี "เคราะห์" ซ่อนอยู่ใน "โชค"
ที่สำคัญก็คือ สามารถเข้าถึงความสุขภายใน
โดยไม่ติดยึดกับความสุขจากภายนอก
หากทำได้เช่นนั้น อะไรจะเกิดขึ้น ก็ไม่สำคัญ
เพราะเรารู้ว่าเกี่ยวข้องกับมันอย่างไรจึงจะไม่ทุกข์แต่เป็นสุขอยู่เสมอ ....



น้องรุตม์..คิดถึงเสมอ..ยังไม่ลืม.
 
Nov 1 6:21 AM
 
สุขได้แม้ภัยมา (1)

โดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล


เวลาพูดถึงความสุข เรามักนึกถึงสิ่งดีๆ ที่อยากให้เกิดขึ้นกับตน เช่น ความมั่งมี เกียรติยศ สุขภาพ ความสำเร็จ ชื่อเสียง และคำสรรเสริญ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้พอถึงวาระสำคัญของชีวิตหรือเทศกาลสำคัญของปี เช่น วันเกิด วันปีใหม่ เราจึงอยากได้คำอวยพรให้เจริญด้วยสิ่งเหล่านั้น ยิ่งหากได้ไปกราบหลวงพ่อคูณด้วยแล้ว ไม่มีพรใดที่ผู้คนอยากได้จากท่านมากไปกว่าคำพูดว่า "กูขอให้มึงรวย" และไม่มีวัตถุมงคลใดที่น่าสักการะเท่ากับแผ่นป้ายที่ (เชื่อว่า) ท่านปลุกเสกเอาไว้ว่า "บ้านนี้อยู่แล้วรวย"

แต่จริงหรือที่รวยแล้วจะมีความสุข คนรวยที่ถูกรุมเร้าด้วยความเครียดมีอยู่ทุกหนแห่ง คนไทยทุกวันนี้รวยกว่าเมื่อ ๔๐ ปีก่อนหลายเท่าตัว แต่ขณะเดียวกันอัตราการป่วยด้วยโรคเครียดก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า ตามโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ มีการสั่งยาคลายเครียด หรือยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทถึง ๑ ใน ๔ ของใบสั่งยาทั้งหมด ส่วนในกรุงเทพมหานครและภาคกลางก็พบว่ามีการใช้ยาคลายเครียดเพิ่มสูงขึ้นมาก ในชั่วเวลาเพียง ๒ ปี คือระหว่างปี ๒๕๔๔ ถึง ๒๕๔๖ มีการใช้ยาคลายเครียดเพิ่มขึ้น ๔ เท่าตัว

อาจเป็นไปได้ว่า เพราะเครียดและครุ่นคิดกับการทำมาหาเงินนี่แหละถึงทำให้รวย ใคร ๆ จึงอยากจะรวยโดยไม่ต้องเหนื่อยยาก แต่ความร่ำรวยที่ได้มาง่ายๆ โดยไม่ต้องออกแรงก็ใช่ว่าจะทำให้มีความสุขเสมอไป มีหลายรายที่ได้เงินมาหลายสิบล้านจากการถูกล็อตเตอรี่ หรือขายที่นา แต่ในชั่วเวลาไม่กี่ปีกลับกลายเป็นคนติดเหล้า เต็มไปด้วยหนี้สิน หรือลงเอยด้วยการเป็นแรงงานรับจ้าง บางรายหนักกว่านั้น ชั่วเวลาไม่ถึงเดือนที่ได้เงินรางวัล ๒๐ ล้านบาท ก็กินยาพิษฆ่าตัวตาย เนื่องจากเครียดที่ถูกใครต่อใครรุมทึ้ง แม้จะแบ่งให้ไปก็ยังไม่เป็นที่พอใจ จนบางคนถึงกับโทรศัพท์มาขู่ฆ่า เจ้าตัวจึงตัดสินใจดับชีวิตตัวเองเพื่อหนีทุกขลาภ

ในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ๒๕๔๓ มีสามีภรรยาคู่หนึ่งได้เงินรางวัลจากล็อตเตอรี่ร่วม ๑๐๐ ล้านเหรียญ เงินมหาศาลขนาดนี้น่าจะทำให้มีความสุขไปชั่วชีวิต แต่ปรากฏว่าหลังจากนั้น ๕ ปี มีรายงานข่าวว่าสามีภรรยาคู่นี้หย่าขาดจากกัน ต่อมาสามีก็ตายด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับสุรา ส่วนภรรยาก็ตายอย่างโดดเดี่ยวในคฤหาสน์ สามีภรรยาคู่นี้คงไม่จบชีวิตอย่างนี้หากไม่ถูกล็อตเตอรี่ ใช่หรือไม่ว่า "โชค" นั้นมักกลายเป็น "เคราะห์" ได้อย่างที่เรานึกไม่ถึง

พูดมาทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่า เงินหรือความร่ำรวยจะทำให้เราเป็นทุกข์เสมอไป ประเด็นอยู่ที่ว่า ความสุขของคนเรานั้นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับเรา แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นอย่างไร แม้ความมั่งมีเกิดขึ้นกับเรา แต่หากเกี่ยวข้องกับมันไม่ถูกต้อง (เช่น ใช้อย่างไม่บันยะบันยัง หรือไม่คบใคร เพราะคิดว่าฉันรวยแล้ว หรือหวาดระแวงกลัวคนมาแย่งไป) ย่อมทำให้ชีวิตตกต่ำหรือเป็นทุกข์

ในทำนองเดียวกัน เมื่อมีชื่อเสียงเกียรติยศหรืออำนาจแล้ว เกิดหลงตัวลืมตนขึ้นมา ไม่คบค้าสมาคมกับใคร ย่อมมีแต่ "พวก" แต่ไร้ "เพื่อน" แม้จะแวดล้อมด้วยผู้คนแต่ในใจนั้นกลับรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง (เหมือนสำนวนจีนที่ว่า "ยิ่งสูง ก็ยิ่งหนาว") ขณะเดียวกันก็หวาดระแวงใคร ๆว่าจะเด่นดังเกินกว่าตน หรือแย่งอำนาจไปจากตน ไปไหนมาไหนถ้าไม่มีใครมาพินอบพิเทาก็จะขุ่นเคืองใจ มิหนำซ้ำความหลงตนยังทำให้ลุแก่อำนาจ ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น จนเกิดศัตรูไปทั่ว ชีวิตเช่นนี้ย่อมอยู่ร้อนนอนทุกข์ จะมีความสุขได้อย่างไร

ในทางตรงข้ามแม้จะไม่ร่ำรวย แต่พอใจในสิ่งที่มี เพราะได้กินอิ่มนอนอุ่น ซ้ำยังมีเงินเหลือเผื่อแผ่ผู้อื่น หรือได้ทำบุญทำทาน ชีวิตเช่นนี้ ย่อมมีความสุขมากกว่าเศรษฐีร้อยล้านที่รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ายังรวยไม่พอ หรือหวาดวิตกกับราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ต้องดูอื่นไกล ชาวบ้านที่พอใจกับผ้าห่ม ๑ ผืนที่ได้รับแจก ย่อมมีความสุขมากกว่าพนักงานที่ได้โบนัส ๑ แสนบาทแต่ไม่พอใจที่เพื่อนร่วมงานได้ ๒ แสนบาท

ผ้าห่มราคาไม่ถึง ๑๐๐ บาท อาจให้ความสุขได้มากกว่าโบนัส ๑ แสนบาท ความแตกต่างนั้นไม่ได้อยู่ที่ใครเป็นผู้รับ แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้รับนั้นวางจิตวางใจอย่างไร ถึงจะเป็นชาวบ้าน แต่ถ้าไปเปรียบเทียบกับบ้านอื่นที่ได้ผ้าห่ม ๒ ผืน ก็ขุ่นเคืองใจได้ง่ายๆ พูดอีกอย่างก็คือ ได้อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่ามีท่าทีอย่างไรกับสิ่งนั้น ถึงจะได้เงินมาหลายสิบล้านบาท แต่ถ้าเกี่ยวข้องกับเงินก้อนนั้นอย่างไม่ถูกต้อง ก็เป็นทุกข์ได้ อาจเป็นทุกข์ตั้งแต่รู้ข่าวด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าคนอื่นจะมาขอหรือแย่งไป แต่ถ้าตั้งใจแต่แรกแล้วว่าจะแบ่งปันให้ผู้อื่น ไม่คิดหวงกอดเงินก้อนนั้นเอาไว้คนเดียว เงินก้อนนั้นก็นำความสุขมาให้ได้ไม่ยาก ยิ่งรู้เท่าทันว่าเงินจำนวนมากเช่นนั้นมีโทษอย่างไรบ้าง ก็ยากที่จะถูกเงินก้อนนั้นทำร้ายเอา





สุขได้แม้ภัยมา ..ยังไม่จบนะจ๊ะน้องรุตม์
 
Oct 31 3:20 PM
 
จะถึงวันลอยกระทงอีกแล้วนะ
 
Oct 31 11:50 AM
 
พี่ชาย

คิดถึงมากค่ะ

ไม่โกรธน้องนะไม่ได้มาเที่ยวหานานเลย

พี่คงสบายดีนะคะไม่รู้ว่าอากาศบนนั้นหนาวรึยัง

ยังไงก็รักษาสุขภาพนะคะ

รักแล้วก็คิดถึงเสมอค่ะ
 
Oct 30 7:50 AM
 
“ไม่มีอะไรที่ได้มาเปล่าๆ”

โดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล



มีนิทานเรื่องหนึ่งเล่าสืบต่อกันมาว่า

ชายผู้หนึ่งได้มอบตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์ผู้เคร่งครัดในการบำเพ็ญพรต
หลังจากฝึกปฏิบัติมาได้หลายปี อาจารย์ก็ อนุญาตให้ชายผู้นี้
ไปบำเพ็ญตบะแต่ผู้เดียวบนภูเขาอีก ลูกหนึ่งซึ่งอยู่ไกลออกไป

ชายผู้นี้ปลีกตัวหลีก เร้นบำเพ็ญพรตอย่างจริงจัง
ทุกคืนเขาจะถอดเสื้อซึ่งมี อยู่ตัวเดียวพาดไว้ที่ขอบหน้าต่างกระท่อม

เช้าวันหนึ่ง เขาตื่นมาพบว่าเสื้อของเขาถูกหนูกัดขาดเป็นริ้ว
เขาปะ ซ่อมเสื้อนานเป็นวัน วันรุ่งขึ้นก็พบว่าเสื้อตัวนั้นถูกหนูกัด อีก
คราวนี้ขาดวิ่นจนเกินกว่าจะซ่อมได้ เขาจึงไปขอ เสื้อจากชาวบ้านมาใส่
แต่แล้วก็ถูกหนูกัดจนยับเยินอีก

ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจไปขอแมวจากชาวบ้านมาไว้ที่กระท่อม
เขาไม่ต้องกังวลเรื่องหนูอีกแล้ว แต่คราวนี้เขาต้องไปขอนมวัวจาก
ชาวบ้านเพื่อมาเลี้ยงแมว

ผ่านมาได้หนึ่งสัปดาห์เขาก็มีความคิดขึ้นมาว่า
การไปขอนมวัวจากชาวบ้านเป็นเรื่องยุ่งยาก หาวัวมาเลี้ยงจะดีกว่า
แต่เมื่อมีวัวแล้วก็ต้องหาหญ้าให้มันด้วย

เขาเกี่ยวหญ้าให้วัวอยู่พักใหญ่ก็รู้สึกว่าเสียเวลาปฏิบัติ
จึงไปจ้างลูกสาวชาวบ้านมาเกี่ยวหญ้าแทน ไม่นานเงินที่เก็บไว้ก็ร่อยหรอ
เขาจึงแก้ปัญหาด้วยการแต่งงานกับสาวชาวบ้านเสียเลย
จะได้ไม่ต้องเสียเงินจ้าง แถมยังได้คนมาช่วยงานบ้านด้วย
ทีนี้เมื่อแต่งงาน แล้วก็ต้องช่วยกันทำมาหากิน เขาจึงเลิกบำเพ็ญพรต
และกลายเป็นพ่อค้าในที่สุดก็กลายเป็นเศรษฐี

แล้ววันหนึ่งอาจารย์ก็มาเยี่ยมลูกศิษย์
เขาแปลกใจที่เห็นคฤหาสน์ขึ้นมาแทนที่กระท่อม
และแปลกใจยิ่งขึ้นที่เห็นลูกศิษย์ในคราบเศรษฐี

อาจารย์ถามลูกศิษย์ว่าเกิดอะไรขึ้น คำตอบของลูกศิษย์ก็คือ
“พูดไปอาจารย์อาจไม่เชื่อ แต่ไม่มีทางอื่นอีกแล้วที่ผมจะรักษาเสื้อของผมได้”

นิทานเรื่องนี้ ให้คติสอนใจทั้งพระและชาวบ้าน
ชายผู้นี้เริ่มต้นด้วยการเป็นนักพรตที่ยากจน
แต่ลงท้ายกลับกลายเป็นผู้ครอง เรือนที่มั่งคั่ง

วิถีชีวิตที่หันเหเบี่ยงเบนจนกลายเป็นตรงกันข้ามนั้น
เริ่มต้นด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย นั่นคือการหาแมวมาจับหนู
ปัญหาของเขาในตอนนั้นคือเสื้อ ขาดเพราะถูกหนูกัด
แต่แทนที่เขาจะต่อกรงหรือทำกับดักจับหนู เขาเลือกที่จะใช้แมวมาจัดการหนู

วิธีนี้ทุ่นแรง ทุ่นเวลา แต่ปัญหาที่ตามมาคือต้องหานมมาเลี้ยงแมว
การหาวัวมาเลี้ยงแก้ปัญหาที่ว่าได้ แต่ภาระที่ตามมาคือต้องเกี่ยวหญ้าให้วัว
การจ้างคนมาเกี่ยวหญ้าทำให้เขาไม่เหนื่อยและมีเวลา บำเพ็ญพรตได้มากขึ้น

แต่ปัญหาที่ตามมาคือต้องหาเงินมา จ่ายคนงาน
ชายผู้นี้แก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการแต่งงานกับคนงานเสียเลย
แต่เขาก็ต้องแลกด้วยการละทิ้งชีวิตนักบวช
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะเขาเลือกใช้วิธีที่ คิดว่าสะดวกสบายที่สุด
ในการรักษาเสื้อ!

ความสะดวกสบายนั้นไม่เคยได้มาเปล่าๆ ฟรีๆ
มันมักจะพ่วงเอาปัญหาหรือภาระอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาด้วยเสมอ

รถยนต์อาจทำให้ไปไหนมาไหนได้สะดวก แต่ก็ทำให้ต้องทำงานหนักขึ้น
เพื่อหาเงินมาผ่อนรถ (รวม ทั้งซื้อน้ำมันที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ)
และทำให้มีเรื่องหนักอกหนักใจมากขึ้น จะไปไหนก็คอยเป็นห่วงรถ
จะเข้าเมืองก็หาที่จอดรถได้ยาก ชาวบ้านหลายคนพอออกรถแล้วนอนหลับได้ยากขึ้น
เพราะกังวลว่างวดหน้าจะหาเงินจากที่ไหนมาจ่าย

เงินเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิต สะดวกสบายมากขึ้น
แต่บ่อยครั้งความสะดวกสบายดังกล่าว
ก็ทำให้ชีวิตหันเหเบี่ยงเบนทีละเล็กละน้อย
กว่าจะรู้ตัวก็ไปคนละทิศละทางแล้ว

มีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าเมื่อรวยแล้ว ชีวิตจะมีความสุข
เพราะมีความสะดวกสบาย ทุกอย่าง
แต่พอรวยเข้าจริง ๆ ชีวิตกลับทุกข์ยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่รวยด้วยซ้ำ
เหมือนกับคนที่ตั้งเป้าหมายไป เชียงใหม่ แต่กลับพบว่าตัวเองอยู่ที่ปัตตานี

ความร่ำรวยทำให้เขาสะดวกสบายมากขึ้นก็จริง
แต่จิตใจกลับมี เรื่องกังวลหม่นหมองมากขึ้น ไหนจะเป็นห่วงทรัพย์สมบัติ
ไหนจะกลุ้มใจที่เจอแต่คนที่หมายจะเอาประโยชน์จากตน

มีร้อยก็ทุกข์ร้อย มีล้านก็ทุกข์ล้าน
ตรงนี้พระพุทธองค์ได้เคยตรัสสอนนางวิสาขา ว่า
“ผู้มีสิ่งเป็นที่รัก ๑๐๐ ก็มีทุกข์ ๑๐๐….ผู้ไม่มีสิ่งเป็นที่รัก ก็ไม่มีทุกข์”

“ไม่มีใครในโลกนี้ที่ได้ ๒๐ ล้านบาทมาเปล่า ๆ ฟรี ๆ
ได้อย่าง ก็ต้องเสียอย่าง(หรือหลายอย่าง)

ดังนั้น ก่อนที่อยากจะได้อะไร ถามตัวเองดูบ้างว่า
มีอะไรบ้างที่อาจจะต้องเสียไปเพื่อแลกกับสิ่งนั้น
และเราพร้อมหรือยังที่จะเสียสิ่งเหล่านั้นไป”




ยังคิดถึงเสมอ.....น้องรุตม์
 
Oct 29 8:00 PM
 
นรุตม์คร้บ..
 
Oct 29 10:25 AM
Ongry says:
 
แอบมาดู เอากำลังใจนะ
 
Oct 29 5:10 AM
 
คิดถึงนะ..

หนาวเปล่า..

รักษาสุขภาพด้วย..

อย่าลืมทานไรด้วยนะคัฟ..

มิสสสสสสสสสสสสสสส..
 
 
Oct 28 5:42 PM
 
ไม่ได้หายไปไหน ยังคงรักและคิดถึงรุตม์เสมอ คิดถึงพี่ด้วยนะ
 
Oct 28 5:27 AM
Jeed says:
 
เป็นกำลังใจให้คุณพ่อ-คุณแม่ น้องนรุตม์นะคะ

Title
body